Close
การฝึกร่วมผสมคอบบร้าโกลด์ 2023

การฝึกร่วมผสมคอบบร้าโกลด์ 2023

การฝึกคอบบร้าโกลด์ ครั้งที่ 42 (Cobra Gold 2023) มีขึ้นในระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 10 มีนาคม 2566 ยังคงเป็นการฝึกร่วมทางการทหารระหว่างประเทศที่ใหญ่และมีประวัติการฝึกที่ยาวนานที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ด้วยกำลังจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมการฝึกในปีนี้จาก 30 ประเทศ จำนวน 7,394 นาย โดยกว่า 6,000 นาย เป็นกำลังทหารจากสหรัฐอเมริกา นับเป็นจำนวนทหารสหรัฐอเมริกาที่สูงที่สุดในรอบสิบปีของการฝึกรายการนี้

สำหรับการฝึกสำคัญในปีนี้ สามารถแบ่งได้เป็น 3 การฝึกหลักคือ

1. การฝึกปัญหาที่บังคับการ (Command Post Exercise: CPX) เป็นการฝึกอำนวยการยุทธ์ของกำลังรบ ขนาดใหญ่ เพื่อรองรับภัยคุกคามทุกรูปแบบในทุกมิติ คือ ทางบก ทางทะเล ทางอากาศ ทางด้านไซเบอร์ และทางอวกาศโดยเป็นปีแรกที่มีการฝึกด้านอวกาศ

2. โครงการช่วยเหลือประชาชน (Humanitarian Civic Assistance: HCA) ได้แก่ การก่อสร้างอาคารเอนกประสงค์สำหรับโรงเรียนในพื้นที่การฝึก และการฝึกการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ

3. การฝึกภาคสนาม (Field Training Exercise – FTX) ของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ มีการฝึกการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก การกระโดดร่มทางยุทธศาสตร์ การอพยพพลเรือนจากพื้นที่ความขัดแย้ง และการฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง

หลังจากพิธีเปิดการฝึกในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่กองบินทหารเรือสนามบินอู่ตะเภาการฝึกทางยุทธวิธีได้เริ่มต้นขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยมีรูปแบบของการฝึกที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ของภูมิภาคจากเดิมเน้นหนักที่การฝึกยกพลขึ้นบก เพื่อเป็นการแสดงการป้องปรามในยุคสงครามเย็นมาเป็นแบบเน้นการฝึกประสานงานทั้งในด้านยุทธการและยุทธวิธีที่แต่ละประเทศต้องทำงานประสานร่วมกันทั้งในภารกิจทางการทหาร และการช่วยเหลือด้านมนุษย์ธรรม กรณีภัยพิบัติฉุกเฉิน ในปีนี้จัดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ลพบุรี ระยอง ชลบุรีและฉะเชิงเทรา โดยมีการฝึกสะเทินน้ำสะเทินบก ที่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

ส่วนของกองกำลังบก เป็นการฝึกระหว่างกองทัพบกไทยและสหรัฐ  คือ กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ โดยกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ จัดกำลังเข้าร่วมทำการฝึกแลกเปลี่ยนระหว่าง กองร้อยทหารราบยานเกราะ BTR และ กองร้อยยานเกราะ Stryker กองพันทหารราบที่ 2-3 ของสหรัฐ โดยแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่อง การปฐมพยาบาล การส่งกลับผู้ป่วยเจ็บ การบรรทุกยานเกราะ การปฏิบัติของหมวดลาดตระเวน และการยิงอาวุธประจำยานเกราะ ทั้งนี้เป็นการเพิ่มความรู้ ประสบการณ์ เป็นการพัฒนาขีดความสามารถ ของหน่วยและกำลังพล ร่วมกัน

ในภารกิจการฝึกยกพลขึ้นบกเป็นการฝึกร่วมกัน 3ชาติ คือกองทัพเรือไทย,นาวิกโยธินสหรัฐ และ นาวิกโยธินเกาหลีใต้มีขึ้นในวันที่3มีนาคม โดยมี พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วย นายเกว็นโดลิน คาร์ดโน อัครราชทูตที่ปรึกษา ณ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และนายมุนซึงฮยอน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ร่วมตรวจเยี่ยมการฝึกการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก ที่สนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข 15 หาดยาว อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี การฝึกการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก มีหลักปฏิบัติเพื่อแย่งยึดพื้นที่บริเวณหัวหาดของฝ่ายตรงข้าม โดยใช้สรรพกำลังทางเรือ ทางอากาศและกำลังรบยกพลขึ้นบกมาปฏิบัติการร่วมกันอย่างใกล้ชิด อันเริ่มจากการระดมยิงหัวหาดด้วยปืนใหญ่เรือ อากาศยานทำการสนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อลิดรอนอำนาจการยิงต่อต้านของข้าศึก จากนั้นกำลังรบยกพลขึ้นบกจะเข้าแตะหาดและดำเนินกลยุทธ์รุกเข้าไปในดินแดนฝ่ายตรงข้ามต่อไป พร้อมทั้งสถาปนาหัวหาดให้มีความปลอดภัยต่อกำลังรบ โดยกองทัพสหรัฐอเมริกาได้นำเรือ USS Makin Island (LHD-8) อันเป็นเรือโจมตียกพลขึ้นบกที่สามารถลำเลียงทั้งกำลังพลนาวิกโยธินและฐานปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่ สเตลธ์ ยุคที่ 5 แบบ F-35B พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารต่าง ๆ มาเข้าร่วมการฝึกฯ โดยมียานเบาะอากาศขนาดใหญ่ LCAT จำนวน 2 ลำ ทำหน้าที่ลำเลียงยุทธยานยนต์จากเรือ LHD-8 ได้แก่ ยานเกราะ LAV-25 ปิรันย่าและระบบรถแท่นยิงจรวดอเนกประสงค์ M142 HIMARS ร่วมกับกองกำลังฝ่ายไทย

โดยกองทัพเรือได้นำเรือหลวงอ่างทองและเรือหลวงราวี พร้อมกำลังรบยกพลขึ้นบก (นาวิกโยธิน) และรถสะเทินน้ำสะเทินบก AAV-7 ร่วมกับกองทัพอากาศ ซึ่งได้จัดเครื่องบินขับไล่แบบ F-16A/B eMLU เข้าร่วมการฝึกฯ สำหรับกองทัพสาธารณรัฐเกาหลีได้นำรถสะเทินน้ำสะเทินบก KAAV7A1 และรถปืนใหญ่อัตราจร K55 เข้าร่วมในการฝึกฯ ครั้งนี้ด้วย ส่วนการบินลำเลียงทางอากาศในภารกิจการฝึกนำส่งผู้บาดเจ็บฉุกเฉินเป็นภารกิจของเฮลิคอปเตอร์แบบ S-70 ซีฮอว์ค ของกองทัพเรือไทย ส่วนการลำเลียงพลทางอากาศเข้าสู่พื้นที่หลังหาด เป็นหมู่บินผสมระหว่างเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงขนาดใหญ่ CH-53 ซุปเปอร์สตอลเลี่ยนและอากาศยานโรเตอร์กระดกแบบ V-22 ออสเปรย์

การฝึกการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบกในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความพร้อมรบและพัฒนาขีดความสามารถทางทหาร รวมทั้งแสดงแสนยานุภาพทางทหาร ในการปฏิบัติการร่วมกันของกองทัพพันธมิตร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กองทัพไทยมีความพร้อมรบทุกมิติ รวมทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างมิตรประเทศและความร่วมมือทางทหารอันเป็นหลักประกันความมั่นคงร่วมกันต่อไป

จากนั้นเวลา 13.00 น. พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ พันเอก สแตน ซีโอ ผู้อำนวยการนโยบายยุทธศาสตร์และแผน วอชิงตัน เนชั่นเนล การ์ด (Col. Stan Seo, Policy, Strategy, and Plans Director (J5), Washington National Guard) ตรวจเยี่ยมการฝึกช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัย การฝึกคอบร้าโกลด์ 2023 ณ ศูนย์ฝึกบรรเทาสาธารณภัย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

การฝึกช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัย การฝึกคอบร้าโกลด์ 2023 ประกอบด้วย การฝึกแก้ปัญหาบนโต๊ะ (HADR TTX) ในหัวข้อบทบาททางทหารในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภายใต้กลไกการตอบสนองในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ระหว่างวันที่ 24 – 26 กุมภาพันธ์ 2566 ณ โรงแรมสิรินพลา รีสอร์ท แอนด์ เรสเตอรองท์ อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง

การฝึกสาธิตการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ (HADR DEMO) ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2566 ณ ศูนย์ฝึกบรรเทาสาธารณภัยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ซึ่งเป็นการฝึกสาธิตแนวทางในการปฏิบัติเป็นสถานี ได้แก่ การค้นหาช่วยเหลือผู้ประสบภัย การแพทย์ฉุกเฉิน สารเคมีรั่วไหล และการดับเพลิงของประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมการฝึกฯ โดยในปีนี้มีผู้เข้าร่วมการฝึกจาก 8 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศไทย สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน รวม 634 นาย

ศูนย์ฝึกบรรเทาสาธารณภัย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย มีบทบาทหน้าที่ในการจัดการฝึกอบรมและผลิตครูในการปฏิบัติการด้านการบรรเทาสาธารณภัย ตลอดจนวิจัยพัฒนาหลักสูตรการฝึก การปฏิบัติงานมุ่งเน้นถึงความเป็นมาตรฐานสากล เป็นที่ยอมรับเชื่อมั่นทั้งในกองทัพไทย ภาคส่วนต่าง ๆ และในระดับนานาชาติ โดยดำเนินการจัดการศึกษา ฝึกอบรมให้ความรู้ด้านการบรรเทาสาธารณภัย การค้นหาและช่วยชีวิต ให้กับกำลังพลของกองทัพไทย ส่วนราชการอื่น ๆ ภาคเอกชน และประชาชน รวมทั้งมุ่งสู่การยกระดับไปสู่ระดับนานาชาติต่อไป

การฝึกซ้อมรบร่วมคอบร้าโกลด์ 2023 ปิดฉากลงในช่วงเช้าของวัน 10 มีนาคม ด้วยการฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง (CALFEX) โดยมีทหารสหรัฐ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย กว่า 600 นาย ร่วมฝึกที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ในจังหวัดลพบุรี

พลเอก เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ พลตรี สตีเฟน จี สมิธ (Stephen G. Smith) ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 7 ของสหรัฐอเมริกา เดินทางมายังศูนย์การทหารปืนใหญ่ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เพื่อชมการสาธิตการฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง โดยมีผู้แทนผู้บัญชาการทหารสูงสุดมิตรประเทศและผู้แทนผู้บัญชาการเหล่าทัพ

กองทัพบกสหรัฐใช้ยานเกราะสไตรเกอร์ ขณะที่กองทัพบกไทยใช้ยานเกราะแบบ บีทีอาร์-3 ที่จัดหามาจากยูเครน ร่วมเข้าตีเป้าหมายจำลองเพื่อสถาปณาความมั่นคงในขั้นสุดท้าย โดยมีปืนใหญ่วิถีโค้งทั้งของไทยและสหรัฐ จรวดหลายลำกล้อง HIMARS ยิงสนับสนุนการปฏิบัติการ และมีการสนับสนุนทางอากาศใกล้ชิดด้วยเฮลิคอปเตอร์ AH-64E การ์เดี้ยนอาปาชี่ของสหรัฐ และการโจมตีทางอากาศ F-16 ของกองทัพอากาศทั้งสองประเทศ

“การฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง ประกอบด้วยกำลังพลและยุทโธปกรณ์จากกองทัพไทย กองทัพสหรัฐอเมริกา กองทัพสิงคโปร์ กองทัพมาเลเซีย และกองทัพอินโดนีเซีย รวมผู้เข้าร่วมการฝึก 609 นาย กิจกรรมการฝึกประกอบด้วย การโดดร่มแทรกซึมเบื้องสูง การซุ่มยิง การบินขัดขวางทางอากาศ การยิงเตรียมและการยิงสนับสนุนของปืนใหญ่ การเจาะช่องเปิดเส้นทางของทหารช่าง การเคลื่อนที่ประกอบการยิง” กองอำนวยการฝึกคอบร้าโกลด์ กล่าวย้ำว่า การฝึกคอบร้าโกลด์ที่ผ่านมานับว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างสูง ในการพัฒนาขีดความสามารถกำลังพลของประเทศที่เข้าร่วมการฝึกและเป็นศูนย์รวมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการ หลักนิยมและเทคโนโลยีทางทหาร รวมทั้งเพิ่มพูนประสบการณ์ให้กับกำลังพลของกองทัพไทยและกองทัพมิตรประเทศ ในปฏิบัติการร่วมสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการที่จะเสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน ด้าน พันโท ไบเรน ฟริโก้ ฝ่ายสื่อสารมวลชนของกองพลทหารราบที่ 7 กล่าวกับเบนาร์นิวส์ว่า การฝึกเป็นไปตามเป้าประสงค์ “กองพลทหารราบที่ 7 มาที่นี่เพื่อสร้างการประสานงาน สร้างความร่วมมือ และแสดงความพร้อมของเรา ซึ่งผมคิดว่าเราทำได้สำเร็จและจะสามารถให้การสนับสนุนพันธมิตรในภูมิภาคนี้ได้ เราได้ฝึกร่วมกันมากับทหารไทยและได้สร้างความเป็นหุ้นส่วนและความสัมพันธ์อันดีที่เรามีกับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน” พันโท ไบเรน กล่าว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close